ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เราจักแสดง ซึ่งความก่อขึ้นแห่งโลก แก่พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้.
ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถ้อยคำเหล่านี้ว่า
Showing posts with label ปฏิจจสมุปบาท. Show all posts
Showing posts with label ปฏิจจสมุปบาท. Show all posts
ขยายความ ทิฏฐุปาทาน
ทิฏฐุปาทาน ยึด มั่นด้วยทิฎฐิ คือความคิดความเห็น ซึ่งเป็นอุปาทานข้อที่สองนั้น ก็เป็นสิ่งที่พอจะมองเห็นและเข้าใจได้ไม่ยากนักเหมือนกัน พอเราเกิดมาในโลก เราก็ต้องได้รับการศึกษาอบรม ให้เกิดเป็นความเห็น ชนิดที่เรียกว่า ทิฎฐิ ความ เห็นชนิดนี้ คนทุกคนจะต้องยึดมั่นของตนด้วยกันทั้งนั้น
Author:
Poeyze
Label:
ทิฏฐุปาทาน,
ปฏิจจสมุปบาท,
อุปทาน
ขยายความ กามุปาทาน
กามุปาทาน ยึด มั่นในกาม ซึ่งเป็นประการแรกนั้น เห็นได้จากการที่คนเราตามธรรมดา มีความติดพันในสิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด คือจะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม รูป ก็คือสิ่งที่น่ารักใคร่ในทางรูป หรือทางที่เห็นด้วยตา เสียง ก็หมายถึงเสียงไพเราะที่จะผูกพันจิตใจ กลิ่นก็คือกลิ่นหอม รส ก็คือรสอร่อย โผฎฐัพพะคือการสัมผัสทางกาย ตามที่สัญชาตญาณตามปรกติของคนเรารู้สึกว่าเป็นความสนุกสนานเพลิดเพลินหรือ
Author:
Poeyze
Label:
กามุปาทาน,
ปฏิจจสมุปบาท,
อุปทาน
ขยายความ สีลัพพตุปาทาน
สีลัพพตุปาทาน หมายถึงความถือมั่นในการประพฤติ การกระทำ ที่เคยประพฤติ เคยกระทำ ปฏิบัติสืบกันมา บางอย่าง ก็ไร้เหตุผล หรือที่ถือว่าเป็นการประพฤติที่นิยมกันว่าขลังหรือศักดิ์สิทธิ์
Author:
Poeyze
Label:
ปฏิจจสมุปบาท,
สีลัพพตุปาทาน,
อุปทาน
ขยายความ อัตตวาทุปาทาน
อัตตวาทุปาทาน อุปาทานที่สลัดหลุดยากที่สุด
อัตตวาทุปาทาน ความยึดถือในวาทะว่ามีตัวตน เป็นอุปาทานที่สลัดหลุดยากที่สุด สังเกตดูได้ จากอุปาทานสี่คือ
อัตตวาทุปาทาน ความยึดถือในวาทะว่ามีตัวตน เป็นอุปาทานที่สลัดหลุดยากที่สุด สังเกตดูได้ จากอุปาทานสี่คือ
Author:
Poeyze
Label:
ปฏิจจสมุปบาท,
อัตตวาทุปาทาน,
อุปทาน
การเห็นปฏิจจสมุปบาท ชื่อว่าการเห็นธรรม
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย!... ก็แล คำ นี้ เป็นคำ ที่พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าตรัสไว้แล้วว่า "ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท, ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม; ผู้ใดเห็นธรรม, ผู้นั้นชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท", ดังนี้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ชื่อว่าปฏิจจสมุป-
ปันนธรรม (ธรรมอาศัยซึ่งกันและกันเกิดขึ้น); กล่าวคือ
ภาคเจ้าตรัสไว้แล้วว่า "ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท, ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม; ผู้ใดเห็นธรรม, ผู้นั้นชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท", ดังนี้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ชื่อว่าปฏิจจสมุป-
ปันนธรรม (ธรรมอาศัยซึ่งกันและกันเกิดขึ้น); กล่าวคือ
ทรงเปรียบปฏิจจสมุปบาทด้วยการขึ้นลง ของน้ำทะเล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เมื่อน้ำในมหาสมุทรขึ้น ย่อมทำให้แม่น้ำในแม่น้ำใหญ่ขึ้น; เมื่อน้ำในแม่น้ำใหญ่ขึ้น ย่อมทำให้น้ำในแม่น้ำน้อยขึ้น; เมื่อน้ำในแม่น้ำน้อยขึ้น ย่อมทำให้ละหานใหญ่มีน้ำขึ้น; เมื่อละหานใหญ่มีน้ำขึ้น ย่อมทำให้ละหานน้อยมีน้ำขึ้น, ฉันใด;
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ 2
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!
ชรามรณะ เป็นอย่างไรเล่า? ความแก่ ความ
คร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก ความมีหนังเหี่ยว ความสิ้นไปแห่งอายุความแก่รอบแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นๆ : นี้ เรียกว่า ชรา. การจุติ ความเคลื่อน การแตกสลาย การหายไป การวายชีพ การตาย การทำกาละ การแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย การทอดทิ้งร่าง การขาดแห่งอินทรีย์คือชีวิตจากสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ : นี้ เรียกว่า มรณะ. ชรานี้ด้วย
มรณะนี้ด้วย ย่อมมีอยู่ดังนี้; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้ เรียกว่า
มรณะนี้ด้วย ย่อมมีอยู่ดังนี้; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้ เรียกว่า
อริยญายธรรม คือ การรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท
คหบดี !
ก็อริยญายธรรม
เป็นสิ่งที่อริยสาวกเห็นแล้วด้วยดี
แทงตลอดแล้วด้วยดี ด้วยปัญญา
เป็นอย่างไรเล่า ?
ก็อริยญายธรรม
เป็นสิ่งที่อริยสาวกเห็นแล้วด้วยดี
แทงตลอดแล้วด้วยดี ด้วยปัญญา
เป็นอย่างไรเล่า ?
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ 1
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! อะไรเล่า ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท?
ภิกษุทั้งหลาย! :อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมกระทำไว้ในใจโดยแยบคายเป็นอย่างดีซึ่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเทียวดังนี้ว่าเมื่อสื่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
เมื่อสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้ย่อมไม่มี
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้สิ่งนี้จึงดับไป
ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ
กฎอิทัปปัจจยตา: หัวใจปฏิจจสมุปบาท.
อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.
(ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔,....)
เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.
(ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔,....)
Author:
Poeyze
Label:
กฎอิทัปปัจจยตา,
ปฏิจจสมุปบาท
